ดิโอโก หลุยส์ ซานโต

ufabetwinนี่ คือ กองหน้าไทยลีกที่ยามแฟนบอลในภูมิภาคอาเซียนดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์แล้ว อาจรู้สึกได้ว่า… เขาเหมือนกับพวกตัวอิดิทในเกม PES (Pro Evolution) ชัดๆ เพราะเขาเก่งเกินกองหลังเมืองไทย จะรับมือได้จริงๆ…


เขาคือนักเตะที่สามารถยิงได้ถึง 33 ประตูในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาค้าแข้งเมืองไทย เมื่อฤดูกาล 2015 พร้อมหอบความสำเร็จมากมายมาสู่สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตลอด 4 ปีที่เขาสวมยูนิฟอร์ม “ปราสาทสายฟ้า”

และนี่คือเรื่องราวของเขาที่ โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ ได้เจาะลึกชีวิตดาวเตะรายนี้ก่อนที่เขาจะอำลาลีกเมืองไทยไปแบบตำนาน

แข้งประวัติศาสตร์ปอร์ตูเกซ่า

ชีวิตของ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต แตกต่างจากพล็อตภาพยนตร์หนังชีวิตนักเตะบราซิเลี่ยนเล็กน้อย แม้ว่าสูญเสียคุณพ่อไปตั้งแต่เด็ก แต่ครอบครัวเขาก็อบอุ่น โอเคล่ะ! ไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็มีฐานะพออยู่พอกิน เขาเล่นฟุตบอลที่โรงเรียนจนถึงอายุ 13 ปี ก็มีโอกาสได้เข้าทีมอะคาเดมี่ของ ปอร์ตูเกซ่า (Portuguesa) ทีมชั้นนำแถวบ้าน

“จริงๆ มีหลายสโมสรติดต่อผมเข้ามา แต่ผมเลือกย้ายไปอยู่ที่นั่น (ปอร์ตูเกซ่า) เพราะ…เพื่อนเยอะ (ฮา)” ดิโอโก เริ่มเล่าเรื่องของเขาในวัยเด็ก ซึ่งเขาก็เล่นฟุตบอลกับที่ปอร์ตูเกซ่า ไปแบบเรื่อยเปื่อย ไม่ได้มีจุดหมายอะไรชัดเจน จนถึงทางเลือกชีวิตเข้า “ตอนสักอายุ 16 ปี ผมอยู่ในจุดที่ต้องเลือกเส้นทางเดินของชีวิต ว่าจะไปเอาดีทางด้านไหน จะมุ่งหน้าสู่การเป็นนักเตะอาชีพที่สร้างเงินได้ หรือ จะเปลี่ยนสายอาชีพการงาน…”

ufabetwin

 

“ในแง่ของการเล่นฟุตบอลนั้น บางคนบอกว่าอยากเล่นฟุตบอลเพื่อมีเงิน แต่สำหรับตัวผม มัน คือ ความฝันที่จะได้เล่นฟุตบอลอาชีพ และผมก็ต้องซื่อตรงกับความฝันของตัวเอง มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการตัดสินใจของชีวิตผมมากๆ”

“ปอร์ตูเกซ่า เหมือนกับบ้านของผม มันอยู่ในเซา เปาโล บ้านเกิด และมันก็เป็นสโมสรแรกของผม สมัยนั้นตอนผมเข้าไปอยู่กับทีมเยาวชนใหม่ๆ นักเตะอย่าง ริคาร์โด โอลิเวียร่า (อดีตกองหน้าทีมชาติบราซิล ของเอซี มิลาน, เรอัล เบติส และ บาเลนเซีย) ยังเล่นอยู่เลย ซึ่งต่อมา ผมก็เคยได้มีโอกาสลงซ้อมเคียงข้างเขาเหมือนกัน รวมถึง เซ มาเรีย (อดีตแบ็คขวาทีมชาติบราซิล ที่เคยโด่งดังในเซเรียอา อิตาลี) ยุคที่เขากลับมาเล่นกับufabetwin ปอร์ตูเกซ่า รอบ 2 ผมก็ได้มีโอกาสลงเล่นกับเขาเช่นกัน”

ปีแรกที่เขาลงเล่นอาชีพ เมื่อตอนอายุ 18 ปี ผลงานของ ดิโอโก ใช้ได้ทีเดียวไป 5 – 6 ลูก ส่วนปีที่ 2 ยิงไปกว่า 30 ประตู รวมทุกรายการ และปีที่ 3 หลังผ่านไปครึ่งปีเขาได้ย้ายไปกรีซ


กองหน้าแห่งทีมดังแดนเทพนิยาย

โอลิมเปียกอส ส่งแมวมองมาดูดิโอโก หลุยส์ ซานโต ถึงบราซิล (หนึ่งในทีมงานนั้นมี โบซิดาร์ บันโดวิช ซึ่งในเวลาต่อมาได้ก้าวขึ้นมาเป็นเฮดโค้ชของโอลิมเปียกอส) ก่อนตัดสินใจรายงานไปยังสโมสรว่าพวกเขาสามารถสร้างความคุ้มค่าจากการดึงตัวกองหน้าดาวรุ่งวัย 21 ปีขณะนั้นไปโลดแล่นในยุโรปแค่ไหน ในที่สุดดีลนี้ก็ลุล่วง โอลิมเปียกอสซื้อ ดิโอโก ไปด้วยราคา 10 ล้านยูโร มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรที่ขายนักเตะได้

“มันเป็นการย้ายทีมครั้งประวัติศาสตร์ของสโมสร โอลิมเปียกอส ยื่นข้อเสนอ 10 ล้านยูโร มาให้กับ ปอร์ตูเกซ่า มันเป็นข้อเสนอที่แพงที่สุดเท่าที่สโมสรเคยได้รับ” ดิโอโก ย้อนอดีตถึงการถูกซื้อตัวเมื่อหลายปีก่อน เมื่อกลางฤดูกาล 2008 / 2009

“จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีดีลไหนจากยุโรปที่ซื้อนักเตะจากปอร์ตูเกซ่าแพงเท่าผมเลย…แน่นอนว่าผมมีความฝันที่จะเล่นในยุโรปอยู่แล้ว มันเป็นสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับสิ่งที่ต้องการ ผมอยากเล่นที่ยุโรปมากๆ ชีวิตการเป็นนักฟุตบอลของเรามันสั้นนัก และที่สำคัญ คือ โอลิมเปียกอส ก็โลดแล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างสม่ำเสมอ มันเป็นเวทีที่รวมแข้งระดับโลกมากมาย โรนัลโด้ ไอดอลของผมก็เคยลงเล่นที่นี่ มันเป็นโอกาสที่ดีของผมที่จะก้าวหน้าในวิถีอาชีพค้าแข้ง”

ufabetwin

 

โอลิมเปียกอส มีนักเตะอย่าง อันโตนิส นิโคโปลิดิส ผู้รักษาประตูเป็นกัปตันทีม, อัฟราม ปาปาโดปูลอส, แมตต์ ดาร์บี้เชียร์ (อดีตนักเตะแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส) ยุคนั้นพวกเขานับเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากๆ ทีมหนึ่งในยุโรป และได้ลงเล่นในรายการยักษ์ใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

“ใช่ ผมมีผลงานที่ใช้ได้ในปีแรก มันเป็นปีที่ผมประทับใจมากที่สุด” ดิโอโก เริ่มเล่าถึงผลงานของเขากับโอลิมเปียกอส “ผมยิง 6 ประตูในลีกจาก 26 นัด และยิงไป 5 ประตูจาก 8 นัด ในยูโรป้า ลีก หนึ่งในนั้น คือ การยิง 2 ประตูใส่เบนฟิก้า (ที่ยุคนั้นมี ดาวิด ลุยซ์ กองหลังทีมชาติบราซิล ยืนเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ) และยิงใส่ แฮร์ธา เบอร์ลิน ด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่ดีในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ และปีนั้นเราก็คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ทำให้ปีต่อมาได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกครั้ง… การเป็นนักฟุตบอลแล้วได้ลงเล่นในรายการนี้ มันไม่ต่างจากได้เล่นฟุตบอลโลกสักเท่าไหร่เลย”

โดยแมตช์ที่ประทับใจที่สุดของเขาในศึก “บิ๊กเอียร์” คือ เกมที่พบกับอาร์เซน่อล “ตอนนั้นอาร์เซน่อลเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากๆ เราไปเล่นกันที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม กรุงลอนดอน พวกเขามีนักเตะระดับโลกมากมาย (เชส ฟาเบรกาส, โรบิน ฟาน เพอร์ซี, อังเดร อาร์ชาวิน, โธมัส โรซิคกี้, วิลเลี่ยมส์ กัลลาส) เกมนั้นผมลงเล่นเป็นตัวจริง แต่สุดท้ายเราแพ้ไป 0 – 2” การลงเล่นในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป มันทำให้เขาเริ่มคิดถึงการติดทีมชาติบราซิล แต่ทว่าหากเล่าย้อนไปสักหน่อย เขาเคยเกือบติดทีมชุดโอลิมปิก เกมส์ 2008 ที่ปักกิ่ง แล้ว โชคร้ายที่เขาได้รับบาดเจ็บกระดูกเท้าแตก จนหลุดจากการตัดตัวครั้งสุดท้ายไป (บราซิล ชุดโอลิมปิก ปีนั้น นำทีมโดย โรนัลดินโญ่ กัปตันทีม, อเล็กซานโดร ปาโต้ เป็นกองหน้า, มารเซโล และ ติอาโก้ ซิลวา เป็นกองหลัง)


กลับบ้านเกิด

ปีต่อๆ มาดิโอโก หลุยส์ ซานโต ทำผลงานกับโอลิมเปียกอส ได้ไม่สม่ำเสมอเท่าปีแรก และมีปัยหาอาการบาดเจ็บจุกจิกบ่อยครั้ง เขาถูกปล่อยกลับไปยังบราซิลให้ฟลาเมงโกยืมตัวเมื่อปี 2010 เช่นเดียวกับปี 2011 ที่เขาถูกส่งตัวให้กับ ซานโต๊ส ที่มีเนย์มาร์ นำทัพยืมตัว โดยปีนั้นพวกเขาช่วยกันพาซานโต๊ส ทะลุเข้าชิงฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ที่ญี่ปุ่นก่อนแพ้ บาร์เซโลน่า 0 – 4 ในนัดชิง อย่างไรก็ตามเวทีลูกหนังที่ยุโรปของเขาเริ่มไม่สวย

เขากลับปอร์ตูเกซ่า ทีมที่เปรียบเสมือนบ้านของเขาอีกครั้ง เมื่อปี 2013

“ปอร์ตูเกซ่า คือ บ้านของผม…บางครั้งชีวิตของคนเราต้องเลือกที่จะเดินถอยหลังกลับไป เพื่อเดินก้าวไปข้างหน้าใหม่อีกครั้ง มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง” ใช่…เขาคิดถูกทีเดียว เพราะ ดิโอโก เริ่มกลับมาโชว์ฟอร์มเก่งกับต้นสังกัดแรกในชีวิตค้าแข้ง ทำให้ฤดูกาลต่อมา เขาได้ร่วมทีมพัลไมรัส ทีมโปรดในดวงใจตั้งแต่เด็ก

อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้เป็นซุเปอร์สตาร์ผู้โด่งดังในบราซิลแต่อย่างใด…แน่ล่ะ มัน คือ ดินแดนที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงของนักฟุตบอลระดับโลกที่ปกคลุมอยู่มากมาย นั่นทำให้เขาตัดสินใจเดินทางสู่ความท้าทายใหม่ เมื่อปี 2015 หลังได้รับข้อเสนอจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด


ทวีปที่ 3  

“คุณต้องเข้านะว่า นักฟุตบอลทั่วโลก ต้องการความท้าทายใหม่อยู่เสมอ” ดิโอโก พูดถึงการย้ายมาเมืองไทยกับโฟร์โฟร์ทู ซึ่งนับเป็นทวีปที่ 3 ที่เขาค้าแข้งต่อจากอเมริกาใต้ และยุโรป

“ผมเห็นว่าบุรีรัมย์ เป็นยักษ์ใหญ่ของที่นี่ และมีโครงสร้างพื้นฐานของความเป็นสโมสรฟุตบอลที่ดีมากๆ ในทุกๆอย่าง… นั่น คือ ความประทับใจแรกของผมกับที่นี่ และสิ่งที่สำคัญ คือ บุรีรัมย์ ได้โลดแล่นในเวทีระดับเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งก็เหมือนกับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ โกปา ลิเบร์ตาดอเรส ซึ่งผมเคยผ่านมาแล้วทั้ง 2 ทวีป ซึ่งการที่ผมมาที่นี่ มันจะทำให้ผมสัมผัสรายการใหญ่ที่สุดของ 3 ทวีปทั่วโลกเลยทีเดียว… จริงๆ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยเลย แต่การได้เห็นแฟนบอลเข้ามาชมเกมมากมายขนาดนี้ คือ สิ่งที่ผมประทับใจ นักฟุตบอลทุกคนมีความสุขเมื่อได้เห็นแฟนบอลเข้ามาเต็มความจุของสนาม และฟุตบอลไทยก็ได้สร้างความประหลาดใจให้ผมเพิ่มขึ้นๆทุกวัน”

ปีแรก ดิโอโก ซัดไป 33 ประตูในลีก และ 12 ประตูในฟุตบอลถ้วย รวมทุกรายการซัดไป 45 ลูก เขาเปรียบเสมือนตัวอิดิทในวิดีโอเกมสำหรับไทยลีก ปีที่ 2 แม้จะได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ต้นฤดูกาล จนชวดลงสนามยาวร่วม 4 เดือน แต่เมื่อกลับมา เขายังแสดงให้เห็นถึงคลาสที่สุดยอด โดยยิงได้อีก 11 ประตู จาก 15 ประตูรวมทุกรายการ และหากนับแค่สถิติการถล่มตาข่ายก็เพียงพอจะบอกแล้วว่าเขายอดเยี่ยมแค่ไหน และนั่นยังทำให้เขาเข้าใกล้คำว่าตำนานไทยลีกไปทุกขณะ…

ดิโอโก้ รักษามาตรฐานของตัวเองได้ดีเยี่ยม เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้งตัวจบสกอร์ และคนที่คอยซัพพอร์ตเพื่อนร่วมทีมพร้อมโกยความสำเร็จมาสู่สโมสรมากมาย ซึ่งฤดูกาลล่าสุดเขามีส่วนสำคัญช่วย “ปราสาทสายฟ้า” ครองแชมป์ไทยลีกสมัยที่ 6 ได้สำเร็จ พาสโมสรเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในลีกสูงสุดของไทยอีกครั้ง

นักเตะที่ยิงครบ 100 ประตูเร็วที่สุด ทำแฮตทริกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก(8 ครั้ง) ยิงประตูต่อเนื่องนานสุด และเป็นคนเดียวที่สามารถยิงคู่แข่งได้ครบทุกทีมยิ่งไปกว่านั้นเขาคือนักเตะต่างชาติคนเดียวที่ยิง 100 ประตู กับการเล่นให้สโมสรเดียวเท่านั้น… นี่คือสิ่งที่ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ทำได้ตลอดระยะเวลาที่ค้าแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เขาไม่ได้เพียงนำความสำเร็จมาสู่สโมสรอย่างเดียว หากแต่ยังสร้างเกียรติยศให้ตัวเอง และสร้างสถิติใหม่ในวงการลูกหนังเมืองไทยมากมาย

…ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขากลายเป็นนักเตะระดับตำนานไทยลีกอย่างแท้จริง

“ผมมีความสุขกับ 102 ประตูที่ทำได้ ผมอยากกล่าวขอบคุณไปยัง ประธานสโมสร (เนวิน ชิดชอบ) ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช, เพื่อนร่วมทีมทุกคนที่ผมเคยเล่นด้วย ฟุตบอลนั้นเล่นเป็นทีม ผมคงไม่สามารถทำสถิตินี้ได้ ufabet หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากที่ดีจากทุกๆคน และท้ายที่สุดก็คือแฟนบอลของผม ผมอยากจะขอบคุณแรงใจจากทุกคน” ดิโอโก้ กล่าวเอาไว้ในวันที่เขายิงทะลุ 100 ประตูได้สำเร็จ

ทว่า 22 ธันวาคม 2018 คือวันสุดท้ายที่แฟนบอล “ปราสาทสายฟ้า” ได้เห็นเขาลงเล่นในสีเสื้อ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในเกมกระชับมิตรกับสโมสรปัตตานี เอฟซี เมื่อมีข่าวลือหนาหูว่าเจ้าตัวกำลังจะย้ายไปหาความท้าทายใหม่ในต่างแดน โดยในงานปีใหม่ที่สโมสรจัดขึ้นเขาไม่ได้มาปรากฏตัวบนเวลาที ก่อนจะมีข่าวว่าได้จรดปากกาเซ็นสัญญากับ ยะโฮร์ ดารุล ทักซิม แชมป์มาเลเซีย ซูเปอร์ ลีก 5 สมัยไปเรียบร้อย

เช้าวันที่ 3 มกราคม 2019 สิ่งที่แฟนบอล “ปราสาทสายฟ้า” ไม่อยากให้เป็นจริงก็เกิดขึ้นเมื่อเพจอย่างเป็นทางการของยะโฮร์ เผยว่าได้คว้าตัว ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ไปร่วมทัพเป็นที่เรียบร้อยด้วยค่าตัว 50 ล้านบาทเป็นอันปิดฉากชีวิต 4 ปีที่ บุรีรัมย์ ลงในที่สุด

ดิโอโก้ บอกลาไทยลีกด้วยสถิติที่น้อยคนจะทำได้อย่างเขาไม่ใช่แค่เรื่องยิงประตู แต่ยังรวมถึงสถิติการคว้าแชมป์อื่นๆที่เขาลงเล่นไป 159 นัดยิงไป 132 ประตู 45 แอสซิสต์ 9 แฮตทริค คว้าแชมป์โตโยต้า ไทยลีก 3 สมัย, ช้าง เอฟเอ คัพ 1 สมัย, โตโยต้า ลักคัพ 1 สมัย, ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนคัพ (ถ้วยก.) 2 สมัย, แม่โขง คลับ 2 สมัย และ โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 1 สมัย รวมทั้งหมด 11 แชมป์ ซึ่งถือเป็นการปิดตำนานในการค้าแข้งเมืองไทยลงอย่างสมบูรณ์แบบ และสร้างสิ่งที่จะทำให้แฟนบอล บุรีรัมย์ รวมถึงแฟนบอลทีมอื่นจดจำเขาได้ไปอีกนานแสนนาน


Powered by UFABET